มนุษย์....เกิดมาทำไม?
เล่ม ๒ ว่าด้วยภาคธรรมปฏิบัติสู่ธรรมปฏิเวธ
แต่เดิมเข้าใจว่าการปฏิบัติกรรมฐาน
หรือทำสมาธิจะต้องเข้าห้องพระหรือต้องไปทำที่วัดหรือสำนักปฏิบัติ
ผู้เขียนเริ่มเข้ารับกรรมฐานเมื่ออายุประมาณ ๒๒
ปี ใช้คำบริกรรมว่า พุท-โธ และได้เคยไปฝึกวิชาธรรมกายก็ใช้คำว่า
สัมมาอะระหัง อยู่ระยะหนึ่ง และต่อมาอายุได้ประมาณ
๓๐ ปีเศษๆ ได้มีโอกาสเข้าไปรับกรรมฐานที่คณะ ๕
วัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานครได้ขึ้นกรรมฐานกับท่านเจ้าคุณพระธรรมธีรราชมหามุนี
(โชดก ญาณวิสุทธิ ป.ธ.๙) ใช้คำบริกรรมว่า พองหนอ-ยุบหนอ
และบริกรรมทุกอิริยาบถน้อยใหญ่ว่า หนอ ทุกครั้ง
การปฏิบัติครั้งนั้นปรากฏว่าได้ผลระดับหนึ่ง แต่ยังติดยึดอยู่ทุกครั้งว่า
ถ้าปฏิบัติต้องเข้าห้องพระหรือไปที่วัด จนกระทั่งอายุ
๕๕ปีเศษๆ มานี้เอง ได้เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด
มีโอกาสได้ฟังธรรมทางสถานีวิทยุ เทปธรรมะ ศึกษาพระไตรปิฎก
เรียนอภิธรรม และอ่านหนังสือแนวทางเจริญวิปัสสนาและสติปัฏฐานสูตร
จึงทราบว่าการปฏิบัติที่แล้วๆมานั้น เป็นการปฏิบัติกรรมฐานที่เรียกว่า
สมถกรรมฐาน มีผลได้ฌาน ซึ่งสำเร็จได้ยาก และแม้หากสำเร็จระดับนี้ต้องไปบังเกิดในพรหมโลก
ไม่สามารถหลุดพ้นจากทุกข์ จะต้องไปเวียนว่ายตายเกิดอีก
ต้องปฏิบัติแนวทางเจริญวิปัสสนากรรมฐานจึงดับทุกข์ได้
แต่ก่อนที่จะปฏิบัติวิปัสสนาได้นั้นต้องศึกษาทำความเข้าใจและเรียนรู้เรื่องพระอภิธรรม
(ศึกษาเกี่ยวกับรูป-นาม หรือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน)
ให้เข้าใจให้ถูกต้องเสียก่อน ดังนั้น
จึงได้เริ่มแสวงหาตำรับตำราจากครูบาอาจารย์ และวิปัสสนาจารย์หลายสำนัก
รวมทั้งศึกษาพระอภิธรรมและพระไตรปิฎกด้วยรู้สึกเสียดายเวลาที่เกิดมามีอายุผ่านมาตั้ง
๕๕ ปี เพิ่งจะพบและเริ่มเข้าใจพระสัทธรรม
บัดนี้
ทำให้เข้าใจแล้วว่า หนทางที่จะปฏิบัติธรรมนั้น
มีอยู่หนทางเดียวเท่านั้น คือ แนวทางเจริญวิปัสสนา
หรือ สติปัฏฐานเท่านั้น ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว สมดังนัยแห่งพระไตรปิฎก
ภาค ๔ เล่ม ๑๐ หน้า ๓๓๖ แสดงไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร
(สูตรว่าด้วยการตั้งสติอย่างใหญ่) ความว่า...
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นิคมชื่อ กัมมาสธัมมะ
แคว้นกุรุ ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า หนทาง เป็นที่ไป
อันเอกเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ เพื่อก้าวล่วงความโศก
ความคร่ำครวญ เพื่อให้ความทุกข์กายทุกข์ใจตั้งอยู่ไม่ได้
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
คือการตั้งสติ ๔ อย่างฯลฯ (สติปัฏฐาน ๔)
อย่างไรก็ตาม
การที่ได้ผ่านการศึกษาอบรมและปฏิบัติแนวทางสมถกรรมฐานมาแล้วแต่ก่อน
ก็มิใช่จะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว สมถกรรมฐานคือสมาธิ
สามารถนำมาเป็นบาทเป็นฐานในการเจริญสติได้เป็นอย่างดี
ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อชา สุภัทโท ได้เคยกล่าวไว้ว่า
สมถะ กับ วิปัสสนามันก็คือ มีด อันเดียวกันนั้นแหละ
สมถะ เปรียบได้กับสันมีด วิปัสสนาเปรียบเหมือนคมมีด
สามารถเลือกใช้ได้ตามสภาวะเหตุการณ์ ซึ่งเมื่อได้ใช้ปฏิบัติควบคู่กันแล้ว
ก็เห็นว่าเป็นความจริงเช่นนั้น (ปัจจัตตัง = รู้เฉพาะตน)
การปฏิบัตินี้
แม้จะเลือกเดินตามแนวทางเจริญวิปัสสนา (รู้แจ้งด้วยปัญญา)
แต่การปฏิบัติจะต้องมีพื้นฐานที่สำคัญเป็นไปตามลำดับขั้นด้วยกล่าวคือ
ต้องมีทาน ศีล ภาวนา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในฝ่ายบรรพชิต(โปรดศึกษาเรื่องบุญกิริยาวัตถุ
๑๐ ในหนังสือ มนุษย์... เกิดมาทำไม? เล่ม๑ หน้า
๙๘) สิ่งที่จำเป็นเบื้องต้น จะต้องบำเพ็ญคือ ทานมัย
กล่าวคือ งามในเบื้องต้น (อาทิกัลยาณัง) และศีลมัย
คือ งามในท่ามกลาง (มัชเฌกัลยาณัง)เป็นพื้นฐาน
กล่าวคือ ให้ทานด้วยจิตบริสุทธิ์ทั้ง ๓ กาล คือ
ก่อน ขณะและภายหลังให้แล้ว ส่วนศีลนั้นควรเริ่มสมาทานศีลห้า
รักษาให้บริสุทธิ์ให้ได้ก่อนที่จะไปสมาทานศีลแปด
หรือ อุโบสถศีล (ถือศีลข้อเดียวให้ได้ตลอดชีวิต
คือการรักษาจิต หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) ถ้าศีลบริสุทธิ์ดีจะยิ่งส่งเสริมการปฏิบัติกรรมฐานให้ก้าวหน้าเร็วยิ่งขึ้น
จะเกิดภาวนามัย คือ บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
เป็นความงามในที่สุด (ปริโยสานกัลยาณัง) บุญทานและศีลเป็นเหตุเป็นฐานแห่งสมาธิ
สมาธิเป็นเหตุเป็นฐานแห่งปัญญา
แนวทางเจริญสติปัฏฐาน หรือวิปัสสนากรรมฐานนี้
ผู้เขียนได้รวบรวมไว้หลายแนว หลากหลายครูบาอาจารย์
และหลายสำนัก เมื่อสรุปลงแล้วจะลงกันได้เป็นแนวเดียวกัน
จะแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อยออกไป เหตุที่ได้นำเสนอไว้หลายแนว
เปรียบเหมือนกับการเสนอสินค้า หรืออาหารให้บริโภคไว้หลายชนิด
ให้เลือกใช้บริโภคให้เหมาะสมกับอัตภาพตามความต้องการของแต่ละคนๆ
อนึ่ง
ตามหลักคำสอนพระอภิธรรม เรื่อง จิต เจตสิก ฯลฯ
ซึ่งการสะสมกรรมและอุปนิสสัยปัจจัยสมบัติและวิบัติ
หรือที่เรียกว่า อธิวาสนาของแต่ละคนสะสมมาเป็นอเนกอนันตชาติย่อมแตกต่างกันออกไปด้วย
ประการสำคัญที่สุดต้องใช้ วิริยะบารมี ให้มากๆ
ซึ่ง วิริยะบารมี นี้ พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงแทรกในข้อธรรมอยู่หลายแห่ง
เช่น อิทธิบาท ๔อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และมรรค
๘ หรือในบารมี ๑๐ ทัศ หรือ๓๐ ทัศ ก็ตาม ล้วนแต่จำเป็นต้องมี
วิริยะ อยู่ด้วยทั้งสิ้น (โปรดอ่านมนุษย์....เกิดมาทำไม?
เล่ม ๑ หน้า ๑๑๔ เรื่องแนวทางปฏิบัติให้สำเร็จเข้าสู่กระแสนิพพาน)
โดยเหตุที่เพื่อความประสงค์ทำลายกิเลส ดังที่เรียกว่าพระโยคาวจร
(หมายถึงผู้ทำลายกิเลส) ต้องมี อาตาปี และสัมปชาโนสติมา
อาตาปี ก็คือ วิริยเจตสิก หรือ สัมมาวายาโม นั่นเอง
ส่วนสัมปชาโนสติมา ได้แก่ ปัญญาเจตสิก และสติเจตสิก
ก็คือ สติสัมปชัญญะ ถ้าประกอบกันได้อย่างนี้ความสำเร็จก็จะพึงมีเป็นแน่
ขอเพียงพยายามให้มีสติกำหนดระลึกรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง
และให้เป็นปัจจุบันบ่อยๆเนืองๆ ติดต่อกันอย่าให้ขาดสาย
เห็นรูป นาม เกิดดับ สืบต่อ เรื่อยไปจนกว่าจะละคลายความยึดมั่นถือมั่นจากอุปาทาน
ขันธ์ห้า ฉะนั้น ขออย่าเพิ่งท้อแท้หมดกำลังใจเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม เมื่อปฏิบัติแล้วยังไม่บังเกิดผลใดๆก็ไม่เป็นไร
พระเดชพระคุณหลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านกล่าวไว้ว่า
เปรียบเหมือนปลูกต้นไม้ ตัวเรามีหน้าที่ดูแล รดน้ำ
ส่วนต้นไม้จะมีผลให้เมื่อใดอย่าให้คำนึง คือให้สร้างเหตุให้ดีเท่านั้นเอง
แล้วผลก็จะดีเอง
|
|